globe

EN

arrow-down

ย้อนรอย 9 ปี บนเวทีลีกสูงสุด ของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ก่อนถึงวันประวัติศาสตร์

มาดูกันว่า ตลอดเวลา 9 ปีบนลีกสูงสุดของ 'กว่างโซ้งมหาภัย' พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะก้าวมาเป็นแชมป์ไทยลีกทีมล่าสุด

สโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ก่อตั้งในปี 2009 พวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี ในการก้าวมาเล่นบนลีกสูงสุดของเมืองไทย ซึ่งมีเพียงไม่กี่สโมสร ที่สามารถทำได้ และตลอดเส้นทาง 9 ปีบนลีกสูงสุดของพวกเขาเป็นเช่นไร ติดตามได้ที่นี่

ฤดูกาลที่ 1 (2011) : ลบคําสบประมาท

การก้าวมาเล่นบนลีกสูงสุดครั้งแรกของ “กว่างโซ้งมหาภัย” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในปี 2011 ถูกสื่อมวลชนสายกีฬาคาดการณ์ว่าจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้ รวมไปถึงแฟนบอลทีมอื่นๆ ที่มองว่า เวลาของพวกเขาในไทยลีกน่าจะมีเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น

แต่สโมสรฟุตบอลที่อยู่เหนือสุดของประเทศก็ลบคําสบประมาทได้สำเร็จ ด้วยการอยู่รอดปลอดภัยในการเข้ามาเป็นสมาชิกฟุตบอลลีกสูงสุดปีแรก โดยจบอันดับที่ 10 (จาก 18 ทีม) ด้วยผลงาน 44 คะแนนจาก 34 นัด (ชนะ 11 เสมอ 11 แพ้ 12)

ฤดูกาลที่ 2 (2012) : เนรมิต ยูไนเต็ด สเตเดี้ยม

75271526_697133377459882_6478047113258205184_n.jpg

แม้ว่าจะเอาตัวรอดในไทยลีก 2011 แต่ “กว่างโซ้งมหาภัย” ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นทีมที่อยู่ในข่ายที่ต้องลุ้นหนีตกชั้นต่อไป อีกทั้งยังมีปัญหาต่างๆ มากมายวิ่งเข้าหาพวกเขา เป็นโจทย์ให้ต้องแก้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องสนาม

ก่อนที่สโมสรทำการเร่งแผนก่อสร้างสนามให้เร็วขึ้นกว่าเดิม จนสามารถเปิดใช้ ยูไนเต็ด สเตเดี้ยม (สิงห์ สเตเดี้ยม ในปัจจุบัน) ในวันที่ 7 ก.ค. 55 ในเกมเปิดบ้านเสมอ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 1-1 ซึ่งการมีสนามฟุตบอลเป็นของตัวเองนั้น ส่งสัญญาณว่าพวกเขาเอาจริงเอาจัง สำหรับการทำทีมฟุตบอลอาชีพ แน่นอนมีไม่กี่สโมสรฟุตบอลในเมืองไทย ที่มีรังเหย้าเป็นของตัวเอง

ผลพวงจากการมีฟุตบอลสเตเดี้ยมของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ก็ทำให้ผลงานของพวกเขาดีวันดีคืน จนสามารถจบในอันดับ 9 ของไทยลีก ฤดูกาล 2012 ดีขึ้นกว่าฤดูกาลก่อน 1 อันดับ

ฤดูกาลที่ 3 (2013) : รอดตกชั้นปาฏิหาริย์

74238382_2987126107988209_596503212895240192_n.jpg

ผลงานของสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด บนลีกสูงสุดในสองฤดูกาลแรก ก็ไม่มีใครมองว่าพวกเขาเป็นทีมในกลุ่มที่ต้องลุ้นหนีตกชั้นแล้ว แต่ในฤดูกาล 2013 ผลงานของพวกเขาไม่สู้ดีนัก เมื่อไม่ชนะใครในเกมลีก 9 นัดแรกของฤดูกาล (เก็บไปเพียง 5 คะแนน) อยู่ในสถานการณ์หนีตายตั้งแต่ต้นฤดูกาล แม้จะแยกทาง “เตโก้” สเตฟาโน่ คูร์กูร่า และดึง เฮงค์ วิสมัน เข้ามาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น จนถูกมองว่า เป็นทีมเต็งที่จะต้องตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชั่น 1

การมาของ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด ในปลายฤดูกาลก็เป็นเป็นอัศวินม้าขาว เมื่อโจทย์ในการอยู่รอดบนลีกสูงสุดเวลานั้น คือ ต้องเก็บอย่างน้อย 14 คะแนน ใน 7 เกมสุดท้ายของฤดูกาล แน่นอนน้อยคนที่จะเชื่อว่า สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จะทำได้

แต่ผลงานของพวกเขาใน 7 เกมสุดท้ายก็คือ เก็บ 18 คะแนน จากผลงานชนะ 6 แพ้ 1 รอดตกชั้นอย่างปาฏิหาริย์

ฤดูกาลที่ 4 (2014) : ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

72566822_759278364515786_211721997699252224_n.jpg

ฤดูกาล 2014 โตโยต้า ไทยลีก เพิ่มจำนวนทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันจาก 18 เป็น 20 แต่ทว่า ต้องคัดเอาทีมตกชั้น 5 ทีม เพื่อลดจำนวนทีมในฤดูกาลถัดไป “กว่างโซ้งมหาภัย” มีบทเรียนจากฤดูกาล 2013 ที่พวกเขาไม่อยากอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ก่อนที่จะมีการพยายามหากุนซือมากฝีมือเข้ามาคุมบังเหียน สุดท้ายการตัดสินใจของ “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ที่เลือกกัปตันโจ ธีรศักดิ์ โพธิ์อ้น ก้าวมารับผิดชอบงานนี้

“โค้ชโจ” แทบไม่มีประสบการณ์ด้านงานโค้ชถูกมองว่า จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน แต่กลายเป็นว่า นี่คือกุนซือที่รับตำแหน่งเฮดโค้ชของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด นานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร และผลงานของทีมในฤดูกาลดังกล่าว คือ การก้าวไปจบอันดับที่ 7 ของตาราง เก็บไป 55 คะแนนจาก 38 นัด (จากผลงาน 13 เสมอ 16 แพ้ 9) โดยเฉพาะเกมเหย้า แพ้ไปเพียงแค่ 1 นัดเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านี้ ฤดูกาล 2014 หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงของสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ก็คือการวางแผนก้าวไปเป็นทีมหัวแถวของเมืองไทย พวกเขามีเริ่มมีความพยายาม ที่จะดึงนักเตะชื่อดังเข้ามาอยู่ในสโมสร แต่ชื่อเสียงของทีมในเวลานั้นยังไม่เป็นที่ดึงดูด สิ่งที่พวกเขาทำได้คือ การดึงอดีตนักเตะทีมชาติเข้ามาอยู่ในทีม เพื่อยกระดับทีม และเข้ามาสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเตะเยาวชนของทีม

ฤดูกาลที่ 5 (2015) : ปล่อยผลผลิตจากอคาเดมีสู่ทีมชุดใหญ่

51906458_10155942443321881_5734196792346542080_n.jpg

ฤดูกาล 2015 ผลงานของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด อาจจะไม่ดีเหมือนฤดูกาล 2014 เมื่อจบในอันดับที่ 9 ของตาราง ด้วยผลงาน ชนะ 12 เสมอ 8 แพ้ 14 เก็บไป 44 คะแนน ซึ่งอาจจะดูไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้ล้มเหลวแต่อย่างใด

สิ่งหนึ่งที่ “กว่างโซ้งมหาภัย” มีการพูดถึงในฤดูกาลนี้ก็คือ การป้อนนักเตะเยาวชนจากระบบอคาเดมี่ของตัวเอง ก้าวมาเล่นชุดใหญ่ ด้วยการส่งชื่อนักเตะจากชุดเยาวชนมาไว้ในทีมชุดใหญถึง 5 คน และ 3 ใน 5 คนที่ถูกดันขึ้นมาก็ได้รับโอกาสลงสนามไทยลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ เอกนิษฐ์ ปัญญา (15 ปี), โชติภัทร พุ่มแก้ว (16 ปี), นัทธพงศ์ พรมเสน (16 ปี) ซึ่งนี่คือผลผลิตจากระบบอคาเดมีล็อตแรกของสโมสร โดยเฉพาะ เอกนิษฐ์ ที่สร้างสถิตินักเตะอายุน้อยที่ยิงประตูได้ในลีกสูงสุด ก่อนที่จะถูกทำลายในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ อภิรักษ์ วรวงษ์ นายทวารมือหนึ่งชุดปัจจุบัน ที่เป็นอีกหนึ่งผลผลิตจากทีมเยาวชน ก็ได้รับโอกาสลงเฝ้าเสาในไทยลีก เป็นฤดูกาลแรก โดยลงสนามไปถึง 6 เกม ที่เวลานั้นเขามีอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น

ฤดูกาลที่ 6 (2016) : ประกาศล่าแชมป์ไทยลีก

73290151_1147179525477804_3802941211279360000_n.jpg

ฤดูกาล 2016 “กว่างโซ้งมหาภัย” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ยังคงเกาะกลุ่มกลางตารางที่ค่อนไปทางด้านบนเหมือนเดิม พวกเขาจบในอันดับที่ 8 ด้วยผลงาน ชนะ 13 เสมอ 6 แพ้ 12 เก็บไป 45 คะแนน แต่ในปีนี้พวกเขาส่งสัญญาณอะไรบางอย่างในเตรียมก้าวมาเป็นทีมหัวแถวของเมืองไทย

เลกสอง พวกเขาสร้างความฮือฮาด้วยการเสริมทัพนักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีมหลายราย ประกอบไปด้วย ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, บดินทร์ ผาลา, มงคล ทศไกร, ประทุม ชูทอง, ลาซารัส คาอิมบี้ และวันเฉลิม ยิ่งยง พร้อมกับมีข่าวล่านักเตะชื่อดังอีกเป็นว่าเล่น ทำให้มีข้อสงสัยว่า พวกเขาเอาเม็ดเงินมาจากไหน

ฤดูกาล 2016 รูดม่านปิดฉากลงไม่กี่สัปดาห์ ทุกสายตาของวงการฟุตบอลไทยก็มุ่งเป้าสู่เชียงราย เมื่อข่าวใหญ่ของฟุตบอลไทยเวลานั้นคือการย้ายทีมของ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ จากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สู่ เชียงราย ที่ถูกตีข่าวว่ามีค่าตัวถึง 50 ล้านบาท กลายเป็นนักเตะไทยที่ค่าตัวแพงสุดในเวลานั้น

4 พ.ย.59 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพ นอกจากจะมีการเปิดตัว ธนบูรณ์​ เกษารัตน์ แฟนบอลทั่วประเทศก็ได้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทีมอีกครั้ง โดยเฉพาะการได้นายทุนเข้ามาสนับสนุนทีม ซึ่งในวันนั้นเอง “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประกาศพาทีมเข้าสู่การไล่ล่าแชมป์ลีก พร้อมกับว่าเป้าหมายไปเล่นในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนลีกส์ให้ได้ ภายใน 5 ปี

ฤดูกาลที่ 7 (2017) : เข้าสู่ยุค “เจ้าบุญทุ่ม”

75456942_2495337000749046_3076512415886606336_n.jpg

ฤดูกาลที่ 9 ของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในฟุตบอลลีกสูงสุด พวกเขาไม่ใช่ทีมไม้ประดับเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่องบประมาณที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว (300 ล้านบาท) ก็ทำให้อะไรๆ ก็ดูง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเสริมทัพ รวมไปถึงการดึงตัว อเล็กซานเดร์ กามา เข้ามาเป็นกุนซือใหญ่

การเป็นทีมเงินถุงเงินถัง ทำให้พวกเขาก้าวมาเป็นทีมหัวแถวของลีกทันที ก่อนที่ฤดูกาล 2017 จะจบด้วยอันดับที่ 4 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดของสโมสรในเวลานั้น

ในลีกอาจจะจบในอันดับที่ 4 แต่ฟุตบอลถ้วย 2 รายการในประเทศ ทั้ง ช้าง เอฟเอ คัพ และ โตโยต้า ลีกคัพ พวกเขาทะลุเข้าชิงชนะเลิศได้ทั้งสองรายการ ก่อนที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลช้าง เอฟเอ คัพ 2017 ถือเป็นแชมป์เมเจอร์รายการแรกของสโมสร พร้อมกับได้สิทธิ์ไปเล่นในฟุตบอลเอเชีย รอบคัดเลือก

ฤดูกาลที่ 8 (2018) : ทริปเปิ้ลแชมป์

44929219_10155722391196881_2427909007717957632_o.jpg

ฤดูกาล 2018 สิงห์ เชียงราย เริ่มต้นด้วยการคว้าแชมป์ ออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ เป็นนิมิตรหมายที่ดี สำหรับเป้าหมายไล่ล่าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกของพวกเขา แต่ผลงานกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เมื่อสะดุดทำแต้มหล่นหายบ่อยครั้ง ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ด้วยผลงาน ชนะ 15 เสมอ 10 แพ้ 9 เก็บไป 55 คะแนน ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก

และที่เซอร์ไพรส์ไปกว่านั้น ก็คือการสามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วยทั้ง 2 รายการได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน และในปีนี้ พวกเขาเอาชนะในเกมนัดชิงได้ทั้งสองรายการ ก่อนที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วย 2 รายการ โดยเฉพาะการป้องกันแชมป์ช้าง เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ ถือเป็นสโมสรที่ 6 ที่สามารถป้องกันแชมป์รายการนี้ได้ (ก่อนหน้านี้ 5 ทีมที่สามารถป้องกันแชมป์เอฟเอคัพ ประกอบไปด้วย ราชประชา, ธ.กรุงเทพ, ทหารอากาศ และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด)

ฤดูกาลที่ 9 (2019) : แชมป์โตโยต้าไทยลีก ตามความตั้งใจ

72683905_10156519810821881_8137437144298815488_n.jpg

ฤดูกาล 2019 สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซือใหญ่ เมื่อ อเล็กซานเดร์ กามา ที่พาทีมคว้าแชมป์ไปทั้งหมด 4 รายการ แยกทางกับสโมสรเพื่อไปหาความท้าทายใหม่ แถมนักเตะซูเปอร์สตาร์ก็เริ่มพาเหรดออกจากทีม ซึ่งก็มาจากงบประมาณที่ลดลง พวกเขาไม่ใช่ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” อีกต่อไป

“กว่างโซ้งมหาภัย” จะใช้เงินฟุ่มเฟือยเหมือน 2 ฤดูกาลก่อนไม่ได้แล้ว แต่พวกเขาฉลาดในการใช้เงิน เมื่อเลือกเก็บนักเตะสำคัญที่ค่าเหนื่อยไม่สูงเกินไปเก็บไว้ และการเสริมทัพที่ต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด แน่นอนขนาดของทีมลดลง แต่ยังโชคดีที่โครงสร้างเดิมยังคงอยู่ นั้นก็ทำให้ สิงห์ เชียงราย ยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่งเหมือนเดิม

สิงห์ เชียงราย คั่วแชมป์ทั้ง 3 รายการจนถึงเดือนสิงหาคม ก่อนที่จะตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายของ ช้าง เอฟเอ คัพ และ ตกรอบรองชนะเลิศ โตโยต้า ลีกคัพ ทำให้เขาโฟกัสการลุ้นแชมป์ลีกได้อย่างเต็มที่ในช่วงโค้งสุดด้วย ด้วยการนำเป็นจ่าฝูง

การบุกไปเสมอ พีทีที ระยอง 2-2 ในเกมนัดที่ 28 ทำให้พวกเขาหล่นมาอยู่อันดับที่ 3 สถานการณ์ลุ้นแชมป์ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ สุดท้ายพวกเขาเบียดคว้าแชมป์ในเกมนัดสุดท้าย เมื่อบุกไปเอาชนะ สุพรรณบุรี เอฟซี 5-2 และ บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด มาโดน เชียงใหม่ เอฟซี ตีเสมอในช่วงท้ายเกม ทำให้จบฤดูกาล เชียงราย มีแต้มเท่ากับบุรีรัมย์ ที่ 58 คะแนน แต่เฮดทูเฮดดีกว่า จึงเบียดคว้าแชมป์ไปครอง

นี่คือแชมป์ไทยลีกครั้งแรกของสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และพวกเขาก็กลายเป็นทีมที่คว้าแชมป์ได้ครบทั้ง 3 โทรฟี่เมเจอร์ของเมืองไทย ทีมที่ 2 ต่อจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ที่สำคัญพวกเขาเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เป็นครั้งแรกอย่างแน่นอนแล้ว ตามเป้าหมายที่พวกเขาวางไว้ต้องทำให้ได้ภายใน 5 ปี แต่พวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นเอง

Latest

19 Apr 2019

5 สิ่งที่คุณอาจพลาดไปใน โตโยต้า ไทยลีก 2019 (สัปดาห์ที่ 7)

thai league

5 สิ่งที่คุณอาจพลาดไปในสัปดาห์ที่ 7 ของ โตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2019
Read morearrow-right

19 Apr 2019

คุยกับบิ๊กบอสฉะเชิงเทราฯ กับประสบการณ์เฉียดตายในสนาม

thai league

ชนะวิทย์ ฉายแสง ประธานสโมสรฉะเชิงเทราฯ เล่าถึงประสบการณ์เฉียดตายในสนาม
Read morearrow-right

19 Apr 2019

“ไผ่ พงศธร” X “สิงห์บั้งไฟโก้” : รถไฟขบวนสุดท้ายสานฝัน “นักเตะอาชีพ”

thai league

ไผ่ พงศธร จะมาเปิดใจถึงการทำตามความฝันเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับ ยโสธร เอฟซี
Read morearrow-right